top of page

Stay in the Know With

The Happening Ar     und

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

  • รูปภาพนักเขียน: Happening Around
    Happening Around
  • 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นสิทธิและความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรประชาสังคมภาคเหนือจำนวน 18 แห่ง เพื่อผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และจัดการปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ  

 
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญภายหลังประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีกลไกการกำกับดูแล 4 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย) สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม) คณะอนุกรรมการการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ) และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่) เพื่อเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้การคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

 

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง”

 

การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายผ่านการดำเนินงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

  • การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคมและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย

  • การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

  • การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

  • การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

 

“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” นางรสลิน กล่าวเพิ่มเติม

 

ด้านนายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า “มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เด็ก และเยาวชน กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและการพัฒนาสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการบูรณาการการใช้กลไกของกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

 
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ

การร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มูลนิธิฯ เชื่อว่าการสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

ความคิดเห็น


bottom of page