top of page

Stay in the Know With

The Happening Ar   und

ประเทศไทยโชว์ความพร้อมโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ วางตำแหน่ง ‘Trusted Hub’ เชื่อมการลงทุนโลก พร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รูปภาพนักเขียน: Happening Around
Happening Around
18 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

ประเทศไทยโชว์ความพร้อมโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ วางตำแหน่ง Trusted Hub

ประเทศไทยประกาศความพร้อมในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ก่อนเปิดประตูต้อนรับผู้นำทางการเงินและนักลงทุนทั่วโลก ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้ เวทีการเงินระดับโลกในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญในรอบ 35 ปี ที่ผู้นำเศรษฐกิจกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งไทยพร้อมใช้โอกาสนี้เป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าสู่ประเทศและภูมิภาคอาเซียน


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ว่า “ประเทศไทยโดยภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกับนักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศ เดินหน้าภายใต้แนวคิด “Entering New Horizons” เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำในการสร้างรายได้ผ่าน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และการบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และการค้าส่ง-ค้าปลีกยุคใหม่ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์และเป็นผู้สนับสนุนในการปลดล็อกข้อกฎหมาย เร่งรัดการลงทุน และพัฒนาศักยภาพประชาชน ภายใต้การรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างเสถียรภาพ ซึ่งการเตรียมพร้อมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดโอกาสครั้งสำคัญ จากการเป็นเจ้าภาพ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”


ดร.เอกนิติ ระบุถึงแนวทางการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะดำเนินการครอบคลุมใน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่

  • ระดับโลก: ประเทศไทยจะนำผลจากการประชุม (White Paper) ไปต่อยอดกับการเป็นเจ้าภาพ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เพื่อเชื่อมโยงโจทย์ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยและอาเซียน เข้ากับองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก

  • ระดับภูมิภาค: โดยมุ่งสร้างความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจกับธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงรัฐบาลกับภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันแก้ไขอุปสรรคและผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

  • ระดับประเทศ: คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การค้าและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ รวมถึงเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจถูกนำไปดำเนินการและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม


ดร.เอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิจและการค้า สิ่งที่ภูมิภาคของเราต้องการมากที่สุดคือ “ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” (Trusted Connectors) เวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ไทยจะใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือ นวัตกรรม และเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจไทยและอาเซียนให้เข้มแข็ง ความหมายของ “ขอบฟ้าใหม่” จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและส่งผ่านประโยชน์ไปถึงประชาชนทุกคน โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนไปพร้อมกัน เพราะประเทศไทยไม่อาจเติบโตได้โดยลำพัง เพื่อให้ภูมิภาคของเราแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตโลกได้อย่างยั่งยืน

“การเป็นเจ้าภาพจัดงาน 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือและเครือข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นตลอดการประชุม จะถูกนำมาต่อยอดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”


ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการดูแลเสถียรภาพการเงินและสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ว่า “ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความผันผวน ทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤต แต่คือการสร้างศักยภาพของคนและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”


ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ กรอบแนวคิดเชิงนโยบาย รวมถึงแชร์ประสบการณ์ของไทยใน 4 เสาหลัก ที่ถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ได้แก่ เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) และเสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy)


นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นนั้น สำหรับภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะนำเสนอและผลักดัน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ได้แก่ “ระบบพร้อมเพย์” (PromptPay) โครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันรองรับบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และ “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานของพร้อมเพย์ ล่าสุดมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย และ 2. “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม” หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินดำเนินควบคู่ไปกับความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นและรองรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ไทยจึงได้ร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) จัดทำ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตนเอง และเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ประเทศไทยส่งต่อให้แก่ประชาคมโลกภายหลังการเป็นเจ้าภาพการประชุม ซึ่งความตั้งใจของเราไม่ได้จบลงเพียงแค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าระบบการเงินที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ”


สามารถติดตามรายละเอียดของการประชุมฯ และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://facebook.com/AM2026THAILAND

ความคิดเห็น


bottom of page